วัดพุทธประทีป

ซานฟรานซิสโก

ซานตาครู๊ซ

เมอร์เสด

สิงค์โป

WAT BUDDHAPRADEEP
310 POPLAR AVE.
SAN BRUNO, CA 94066

ph: 650-615-9528
fax: 650-742-6657

 

บทความ

 

 

คนกับผี ต่างกันตรงไหน

โดย  พระครูวรสิทธิวิเทศ 

เจ้าอาวาสวัดพุทธประทีป ซานฟรานซิสโก

 

     พูดถึง  ผี... ผี...ผี....หลายหลายคนสะพรึ่งกลัว หน้าตาผีเป็นอย่างไร รูปร่างหมือนกับคนหรือไม่ กริยาท่าทางเป็นอย่างไร เป็นคำถามที่หลายท่านสงสัย  เด็กผู้ใหญ่ สงสัยทั้งนั้น  ถ้าวงไหนเล่าเรื่องผีให้ฟังรับรองได้แน่น หูตาผู้ฟังจะตั้งและสว่างทันที ทั้ง ๆ ที่กลัว แต่อยากจะฟัง สมัยเป็นเด็กหลวงพ่อท่านเจ้าอาวาส ชอบนำมาเล่าให้เด็กวัดฟัง  หน้าตาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ผีบางตัวตาถลนออกมานอกเป้า บางตัวแล๊บลิ้น พรินตาหลอกคนให้กลัว ผีบางตัว ก็กระโดดลงจากกิ่งไม้ มีเสียงซู่ซ่า นั่นแหละตัวดี เผ่นแนบแบบไม่คิดชีวิตเลยเชียวแหละ ตายก็ไม่กลัว ก็ขอให้ได้หนีไปจากผีหลอกก่อน เป็นใช้ได้ บางครั้งก็ขำขัน บางครั้งก็ขำไม่ออกเวลาจะเข้านอน อีตอนนี้แหละ ห้องใครห้องฉัน ต้องแอบขอหลวงพี่หลวงพ่อ นอนใต้เตียงเป็นประจำ ก็ไอ้เพราะเรื่องผีนี่แหละ บอกแล้วทั้งที่กลัวแต่อยากจะฟัง จะเดินแต่ละก้าวต้องสำรวมกิริยา ต้องมองซ้ายมองมองขวา โดยเฉพาะในมุมมืด แปลก สายตาของคนเราจ้องไปเลยแหละ ตรงไหนมุมมืด ต้องมองไว้ก่อน ตรงมุมสว่าง ไม่มีใครชอบมอง สิ่งที่ปกปิดด้วยแล้วอยากจะรู้ว่าเป็นอย่างไร 

      ในชนบทบ้านนอกผีเยอะมาก ตามถนนหนทาง ในป่าช้ายิ่งแล้วใหญ่ เป็นบ้านพักของผีโดยเฉพาะ ผีบางผี สร้างคอนโดมิเดียมอยู่กันอย่างสง่าผ่าเผย ผีบางผี ก็สร้างอพาสเม้นท์หลายร้อยห้องให้ผีเช่าอยู่กันเต็มไปหมด แต่ว่า เราไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่างตรง ๆ หรือทักทายกันได้ เพราะว่าอยู่ในโลกเดียวกัน แต่คนละภูมิ ผีอาจจะเดินขวักไขว่ ผีอาจจะหลอกคนกลางวัน  ผีอาจจะหลอกคนกลางคืน สุดแล้วแต่ จะอยู่ในช่วงไหน บางผีก็สร้างบ้านอยู่กัน อย่างสนุกสนานมีงานปาร์ตี้ผี ว่างั้นเถอะ นั่งกินเกล้าเมายากินปลาก็เหมือนคนทั่วไป  ถ้ามาดูตามป่าช้าตามชนบทเป็นอย่างไร  ในเมืองก็มีผีเหมือนกัน เรื่องนี้ต้องถามผู้มีประสบการณ์ มาทำความรู้จักผีกันก่อน ผีคือวิญญาณที่หลุดออกจากร่างของคนที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งบางครั้งเขาก็มีเหตุผลที่จะอยากอยู่ต่อไปแม้จะตายก็ตาม. มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคลในเรื่องของชีวิตหลังความตาย พลังงานที่เป็นวิญญาณนั้นไม่ได้ถูกทำลายเมื่อเขาตายลง แต่ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบไป พลังงานนี้สามารถตรวจจับได้โดยเครื่อง EMF Meter ที่จะสามารถวัดพลังงานแม่เหล็กได้

     ตั้งแต่เราสามารถวัดค่าพลังงานจากสิ่งนี้ได้ เราก็รู้ว่าผีมีอยู่จริง ไม่ได้เป็นสิ่งที่กุขึ้นหรือคิดไปเอง นั่งสนทนาธรรมกันที่วัดพุทธประทีป ซานฟรานซิสโก เมื่อหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา .หลายท่านมีคำถามอีกว่า ควรจะกลัวผีไหม ?   ขนาดแค่ตั้งคำถามขนยังลุกเลย แต่ขอถามย้อนกลับไปถามผู้ตั้งคำถาม ว่า กลัวคนไหม ?  อันที่จริงแล้ว ผี ไม่ค่อยจะน่ากลัวเท่าไร   ผีบางตัวอาจจะต้องการความช่วยเหลือ เมื่อผีมาหลอกคุณ มันอาจจะต้องการทดสอบว่าคุณน่าไว้ใจได้แค่ไหน. จะช่วยเหลือได้หรือเปล่า หรือตัดสินว่ามันคือสิ่งชั่วร้าย,ปีศาจ. ถ้าลองพิจารณาและกล้าๆ ดูสักนิด เขาจะเริ่มเชื่อใจคุณ และคุณจะสามารถช่วยเหลือผีให้ไปสู่ความสุขได้.

     ผีก็คือชีวิตที่อยู่หลังความตาย เป็นคนที่ยังอยู่ แม้ตัวเขาจะถูกเรียกว่าตายไปแล้วก็ตาม.   แล้วมีคำถามสอดแทรกออกมาอีกว่า " ผี นี่ มันไม่ดีใช่ไหม ? .. ตามสภาพความเป็นจริงแล้ว ผี ส่วนใหญ่แล้วเป็นผีดี  เหมือนกับกับคนทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นคนดี บางครั้งมีคนดีบ้างไม่ดีบ้าง  แต่เหตุการณ์ที่เกิดเมืองฮิวตัน นั่นคือคนหลอกคนกลางวัน ไม่ใช่ผีหลอกคน  แต่คนถูกหลอกตายลายคิดว่า ต้องเป็นผีแน่นอน ผีมีญาติ กับผีไม่มีญาติ ผี ก็มีวัฒนธรรมเช่นกัน  ใครบอกว่า ผีไม่มีวัฒนธรรม ขอเถียงตายเลย ความแตกกันระหว่างผีกับคนแถบจะน้อยมาก..

     คนกับผีเคยนั่งคุยกันสมัยพระเจ้าเปิดโลก เป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ที่เมืองสังกัดนคร หลังจากที่เสด็จไปอยู่จำพรรษาชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน เรียกอีกอย่างว่า วันเทโวโรหณะ หรือ “วันพระเจ้าเปิดโลก”  ข้อความนี้มาจากพระไตรปิฏก ต้องมีที่มาทีไป  ใครอยากไปพิสูจน์ ต้องไปชมพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่วัดพุทธประทีป ซานฟราน ฯ อายุตั้งหลายร้อยปี ชื่อว่า พระมาลัย.. พระผู้หยั่งรู้นรก สวรรค์ มีองค์เดียวเท่านั้น ในประเทศสหรัฐอเมริกา หาดูไม่ได้ง่าย ๆ นัก มีที่วัดพุทธประทีป ซานฟราน ฯ แห่งเดียว ในประเทศนี้ พุทธศาสนิกชนท่านใดผ่านมาทางเบย์แอเรีย ซานฟรานซิสโก อย่าลืมแวะมาดูได้ ไม่มีใครรู้ (ยกเว้นท่านเจ้าอาวาส)

 

     ครั้งนั้นคนกับผีมีโอกาสได้เห็นหน้าเห็นตากัน สนทนากัน อย่างเปิดเผย ไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป.. แต่เพียงแค่ระยะหนึ่งเท่านั้น ลองมาฟังคนกับผีนั่งคุยกัน คนตั้งคำถามว่า   ... ผี “กินข้าวได้ไหม.. “ ผีก็ตอบคนว่า ..”กินได้” ...คนก็ถามผีต่ออีกว่า  “ผีพูดได้ไหม”  ผีตอบคนว่า “พูดได้” .. ระหว่างคนกับผีสนทนากันอย่างไม่มีวีแววจะยุติลง โต้กันไปโต้กันมา  คนก็ถามผี “ผี เคยไปประท้วงที่ไหนหรือเปล่า”  ผีก็ตอบคนว่า “เคยไปประท้วงคน ไม่ยอมอุทิศส่วนไปให้เลย คอยแล้วคอยเล่า เพราะว่าอยากจะไปเกิด” ผีก็บอกอีกว่า “การจะไปประท้วง อะไร ต่อมิอะไร ต้องมีเหตุผล อย่าไปประท้วง ตามที่เค้าว่าฟังความข้างเดียว”  และ “อย่าไปเชื่อ เราเป็นคนต้องตั้งอยู่ในความยุติธรรม อย่าให้ใครจูงจมูกไปได้ ประท้วงเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อย่าไปประท้วงเรื่องส่วนตัวเหมือนทุกวันนี้ โดยเฉพาะการประท้วงไปยึดธรรมเนียมรัฐบาล ไม่มีคนในโลกไหน เค้าทำกันหรอก นั่นคือสถานที่ทำงานของรัฐบาล ถ้าอยากจะประท้วงจริง  ๆ  อย่าไปทำให้ใครเขาเดือดร้อน ตามสวนสาธารณะไม่มีใครว่า กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”  ทำเอาคนอึ่งไปเลย เจอผีสอนเข้าให้จัง ๆ   ผีก็สอนคนอีกว่า คนมีมันสมองมากกว่า ใช้ให้เป็นประโยชน์ มันสมองผีมีน้อย ไปสร้างความดีก็ไม่ได้ ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ใครก็ไม่ได้ ลำบากตรงนี้  เป็นคนสุดแสนจะดี  แต่ทุกวันนี้ คนหลอกกันเอง  คนทำลายกันเอง คนสร้างความวุ่นวายกันเอง  ขนาดคนเดินทางมารักษาตัว คนยังไปประท้วง ผีเลยถามคนว่า “ แปลกดีไหม ในโลกมนุษย์ในยุคคนปัจจุบัน  แสดงว่า คนเลวกว่าผีเสียอีก” ผีสอนเข้าให้อย่างจั่งนึบ  เป็นอย่างไรบ้าง คนกับผีต่างกันตรงไหน นอกนั้น หมั่นเกลือ ( เหมือนกัน) พะยะค่ะ..ต่อไปนี้ คนไม่ต้องกลัวผีอีกต่อไป..  กลัวคนดีกว่า... คนก็เลยถามผีว่า   “ถ้าคนกลัวผีจะทำอย่างไร ต้องทำพิธีขับไล่ไสส่งหรือไม่” ผีก็ตอบว่า คนที่ทำพิธีขับไล่นั่นเป็นคนบ้า คนบ้า คนไม่มีสติ เค้าจะทำกัน  ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ ถ้าเข้าใจว่าผีก็มีภารกิจบางอย่างต้องทำให้สำเร็จ ก่อนที่จะย้ายเข้าอยู่ในดินแดนของเค้า ถ้าเค้าไม่มีที่อยู่ แถมคุณยังขับไล่เค้าอีก แสดงให้เห็นคุณเป็นใจร้าย ใจอมหิต  เราควรทำความเข้าใจและหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหาให้ผีได้  ลองคุยดูกับเขาเหมือนเป็นเพื่อนธรรมดาสักคนนึ่งเป็นไรไป..

      ขอยกตัวผี สัก สี่ห้า ผี เช่น ผีญี่ปุ่น หน้าจะขาววัน ๆ ชอบใส่แว่นแวบไปแว่บมา อยู่ข้างหลังเพื่อนมั่ง ข้างเพื่อนมั้ง ดักหน้าดักหลังจะคุยอะไรก็ไม่ได้ จะแวบมาดักตอนไหนก็ไม่รู้..  ผีไร้หน้า ไม่หน้าตาเป็นของตนเอง จะเปลี่ยนหน้าไหนก็ได้ เหมือนนกหลายหัว จะเข้ากลุ่มไหนก็ได้ ไปตามกลุ่มช่ำชอง, ผีอีกตัวหนึ่ง ผีชัตเตอร์ ตัวนี้ฤทธิ์เดชมาก ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง สร้างความหนักใจให้กับเพื่อนผีทั้งหลาย ครั้นจะไล่ออกไปจากกลุ่มก็ไม่ได้ ไร้ญาติขาดมิตร ว่างั้นเถอะ..  ผีทะเล ตัวนี้ลามกสุดขีด การพูดการจา จะใช้คำหยาบคาย มาก เป็นผีสกปรกมาก พวกผีด้วยกัน ยังเมินหน้าหนี. ผีตัวสุดท้ายคือ ผีเข้า ผีเข้าใครพูดจาเลอะเทอะ อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดี เดี่ยวร้าย พอผีเข้าพูดจาหยาบมาก เป็นผีตระกูลต่ำ คำแรกก็ด่า คำสองก็ด่า  ชอบสิงห์ในมนุษย์ บางทีก็อารมณ์ดี บางทีก็อารมณ์ร้าย บางก็ร้องไห้ บางทีก็ยิ้ม อนาถใจกับพฤติกรรมดังกล่าว  ผีตัวนี้ ผีด้วยกันจึงแนะนำว่า ต้องส่งให้เป็นผีแล้วส่งไปลงนรกเลย หมดเรื่องไป... ขนาดรอบกายเรายังมีผีสถิตย์อยู่ และอยู่กันอย่างแออัด มีคนไหนเป็นผีอะไร เราไม่ว่ากัน “สิ่งที่สาคัญที่สุดถ้าเรารู้ว่าเรามีอะไรดี ก็ควรรักษาความดีเอาไว้ เพราะว่าคนเราคบกันควรจะมีความจรีงใจให้กันเป็นที่ตั้ง เราไม่ควรจะไปหลอกกัน  คนดีไม่จำเป็นต้องโง่  เพียงเรียนรู้ให้ทันคน เอาตัวรอดในสังคมได้ รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี..”. วันนี้ เรื่องเอาผีไว้แค่นี้ ก่อน โอกาสจะหาเรื่องสนุกมาเล่าต่อ..

 

  • พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

    16-04-2007


          " การกำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ความเป็นมา จารีตขนบธรรมเนียม โดยเฉพาะราชประเพณีของสังคมนี้ว่ามี พระพุทธศาสนาเป็นหลักแห่งการฝึกฝนอบรมลูกหลานมายาวนาน เป็นบันทึกจารีตซึ่งมิได้เป็นอักษรให้เป็นกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น คือเป็นอยู่แล้วโดยเนื้อหา เพียงแต่ต้องการให้ท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญยืนยันข้อเท็จจริงนี้เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ..."


    พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไม่ได้เชียวหรือ? ข่าวคราวการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำลังเป็นที่จับตามอง จ้องตาเป็นมันของบุคคลในสังคมทั่วไป ยิ่งสังคมชาวพุทธแล้วไม่ต้องพูดถึง กำลังดูว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะร่างออกมาในรูปแบบใด จะเอาใจคนที่นับถือคริสต์ ,อิสลาม, พระพุทธศาสนา, ซิกซ์ ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นิส ต่างวิพากวิจารณ์ กันอย่างมากมาย ดูเหมือนว่า เรื่องศาสนาเป็นเรื่องประหลาด เป็นเรื่องที่แปลก หลายท่านที่วิจารณ์ศาสนาไปในทำนองที่กล้าๆ กลัว นึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ได้มองถึงความถูกต้อง ไปแยกว่า ถ้าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จะเกิดอะไรขึ้น จะทำให้ศาสนาอื่นมองอย่างไร

    เมื่อหันมามองพุทธศาสนิกชน มีมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา แค่นี้ก็มองออกแล้ว ว่าเราควรจะเขียนอย่างไร ไม่ต้องไปวิจารณ์กันให้มากนัก แถมมีบางท่านแย้งมาว่า ถ้าเขียน พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จะช่วยให้ชาวพุทธหันมาทำความดีกันมากขึ้น ปฏิบัติตามคำสอนทางพระพุทธศาสนามากขึ้น พูดลักษณะอย่างนี้ แสดงว่าแยกไม่ออก ทุกศาสนาสอนให้คนทำความดีทั้งนั้น ใครนับถือศาสนาอะไรได้หมด แต่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า “ประเทศไทย” โดยเฉพาะคนไทย ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนามาเป็นร้อยปี พันปี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เรียนจบในต่างประเทศเกือบทุกคน ไม่ได้เคยนึกถึงหัวอกคนไทยสมัยโบราณบ้างเลย กลับไปเขียนรัฐธรรมนูญ ตามประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เป็นต้น ทำไมไม่เขียนรัฐธรรมนูญ ในประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติบ้าง เช่น อินเดีย ศรีลังกา เนปาล บังคลาเทศ เค้าเขียนอย่างภาคภูมิใจว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

    “อาตมาไม่ได้ถอยหลังเข้าคลอง และไม่ได้เขียนเอาใจใครทั้งนั้น แต่เขียนเพราะความเป็นจริง” โดยวัดอัตราส่วนจากพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่ประเทศอินเดียมาก่อน แต่ก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ เหลือเพียงซากปรักหักพัง นี้คือร่องรอยทางพระพุทธศาสนา สมัยนั้นใครมีอำนาจปกครองประเทศ ก็เขียนรัฐธรรมนูญเข้าข้างตนเองทั้งที่ไม่มีศาสนิกชนเพียงพอ ตรงกันข้ามกับประเทศไทย ที่มีพุทธศาสนิกชนนับถือเป็นจำนวนอัตราส่วนมาก และไม่ได้ไปบังคับใครให้มานับถือพุทธศาสนา นับถือกันมาแต่กำเนิด มาระยะหลังเหตุการณ์ต่างๆ ยุคไฮเทค ได้เปลี่ยนแปลงไปต้องอาศัยหลักนิติศาสตร์ พฤตินัย หลักตรรศาสตร์ เข้าไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นถ้าจะแก้ปัญหากันตามใจคือไทยแท้ จะมีปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนมีสติปัญญา มีความสามารถ เรียนจบกันสูง เป็นระดับ ดอกเตอร์ ไม่เคยนึกถึงสมัยโบราณระดับรากหญ้า

    สาเหตุหนึ่งที่มีการประท้วงกันบ่อยๆ เพราะ บุคคลที่เรียนจบสูง ไม่เข้าใจ ระดับล่างกลับไปมองบุคคลเหล่านี้ ว่าความคิดถอยหลัง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ทันสมัยเหมือนกับพวกที่เรียนมาสูงๆ เข้ามามีบทบาทในสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพียงเป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปนั่งในส่วนที่ถูกจัดไว้ให้ อาจจะถูกจัดตารางแผนงานที่ต้องทำแบบนี้ จะไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ใครจะไปรู้ส่วนตื่นลึกหนาบาง มหาสมุทรที่ลึกที่สุด ยังไม่เท่าจิตใจของมนุษย์ลึก ลองคิดดู

    การร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายปกครองประเทศ ใช้ในการบริหารประเทศ จะหันเหประเทศไปในทางทิศใด ก็อยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าไม่ผ่านประชาวิจารณ์ ก็ถูกเลิก กลับมาใช้รัฐธรรมนูญ ปี 40 ที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งที่ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด งบประมาณถูกนำมาใช้ไม่น้อย เท่าที่ทราบการบัญญัติข้อความ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นความกลัวที่ไม่ได้พิสูจน์ด้วยปัญญา มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?

    ไม่มีเหตุผลรับรองคอความกลัวที่ผิด แน่นอนการจะกำหนดเอาทุกศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติย่อมไม่ได้ ไม่มีชาติไหนเคยทำ มีแต่กำหนดเอาศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่มีจำนวนสมาชิกมาก และที่สำคัญเป็นรากเหง้าจริยธรรมและวัฒนธรรมเป็นส่วนมากของสังคมนั้นเป็นศาสนาประจำชาติ ในกรณีประเทศไทย ศาสนาที่เก่าแก่และเป็นรากฐานของศีลธรรมและวัฒนธรรมไทยมายาวนานกว่าศาสนาอื่นก็คือพระพุทธศาสนา พระราชาพระมหากษัตริย์ พระบรมวงษานุวงศ์ ทุกพระองค์ ทรงเป็นพุทธมามกะ นับถือพระพุทธศาสนา อุปถัมภ์ทะนุบำรุง พระพุทธศาสนา มาตลอด

    การกำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ความเป็นมา จารีตขนบธรรมเนียม โดยเฉพาะราชประเพณีของสังคมนี้ว่ามี พระพุทธศาสนาเป็นหลักแห่งการฝึกฝนอบรมลูกหลานมายาวนาน เป็นบันทึกจารีตซึ่งมิได้เป็นอักษรให้เป็นกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น คือเป็นอยู่แล้วโดยเนื้อหา เพียงแต่ต้องการให้ท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญยืนยันข้อเท็จจริงนี้เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

    กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแบบเอาข้อเท็จจริงที่มีในประวัติความเป็นมาของไทยมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น มิได้บัญญัติอะไรใหม่เลย !!!





    ++ พระครูวรสิทธิวิเทศ วัดพุทธประทีป ซานฟรานฯ
    คอลัมน์ สายตรงจากอเมริกา

  •  

Other News


.

©2007 All rights reserved WWW.WATBUDDHAPRADEEP.ORG                                                 

 

Our supporters: Tuk Tuk Thai, King Cha Cha, King of Thai Noddles House, Pink Pepper Thai Cuisine, O'Cha Thai Cuisine

 

     Thumbnail   

 

 

 

WAT BUDDHAPRADEEP
310 POPLAR AVE.
SAN BRUNO, CA 94066

ph: 650-615-9528
fax: 650-742-6657